ธรรมะสอนใจ

สติเป็นพื้นฐานสำคัญ ของการแก้กิเลสทุกประเภท

ความเพียรมีสติเป็นสำคัญ ย้ำแล้วย้ำเล่า สติเป็นสำคัญ

ใครตั้งสติได้ดีแน่นหนามั่นคงเท่าไร ผู้นั้นละเป็นผู้จะตั้งรากตั้งฐาน

ทางด้านจิตใจได้ เริ่มแต่ความสงบเย็นลงไปๆ เป็นสมถธรรม

เรียกว่าสงบใจ สมาธิธรรมเป็นความแน่นหนามั่นคงของใจ จาก

ความสงบที่หนุนไปหลายครั้งหลายหน

ก็กลายเป็นความแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในใจ

เรียกว่าสมาธิ จากนั้นก็ก้าวทางด้านปัญญา

สมาธิความสงบใจมากน้อย จะพิจารณาปัญญาได้ตามกำลังของสมาธิของเรา

อะไรก็ตามไม่พ้นจากสติ นักปฏิบัติเราเร่ๆ

ร่อนๆ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนั้นคือไม่ได้มีหลักเกณฑ์ในการภาวนา

อาจจะไม่มีผู้เน้นหนักสอนหลักเกณฑ์ให้ยึดให้เกาะได้

อย่างแน่นอนแม่นยำก็ได้นี้จึงขอย้ำให้ท่านทั้งหลายทราบว่า

สติเป็นของสำคัญในความพากเพียร

ตั้งลงในจุดใดสติอย่าได้เผลอ เช่นเราบริกรรมคำ

ใดก็ตาม เช่น พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ อะไรก็ตามสติเป็นสำคัญมาก

ตั้งสติแน่นหนามั่นคงได้เท่าไรยิ่งเพิ่มความสงบ

เย็นใจให้มากขึ้น นี่หมายถึงวางพื้นฐานทีแรก ขออย่าให้เผลอสติ

เคยพูดให้ฟังแล้วกิเลสเกิดเพราะเผลอสตินั่นเอง กิเลสอยู่ภายในใจ

ถ้าไม่เผลอสติกิเลสออกไม่ได้ กิเลสทำงานไม่ได้ ไม่

เป็นภัยต่อเรา เพราะสติครอบเอาไว้ๆ มีกิเลสอยู่ภายในแต่ออกทำงานไม่ได้

เหมือนอาวุธมีอยู่ เก็บไว้เรียบร้อย แต่ออกทำงานไม่ได้นั่นเอง

กิเลสนี่ตัวเป็นภัย สติครอบเอาไว้ไม่ให้ทำงาน บริกรรมคำใดก็ได้ปิดช่องๆ

แทนเอาไว้ เราเคยพูดแล้วถึงขนาดอกจะแตกเรา

ตั้งสติ ได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย บรรดาลูกศิษย์ลูกหา

สังขารดันออกไป ได้แก่กิเลสมันดันสังขาร กิเลสออกจากอวิชฺ

ชาปจฺจยา หนุนให้เป็นสังขารขึ้นมา ดันออกๆ

ทางสติบังคับคำบริกรรมปิดช่องเดียวไม่ให้มันออก นี้เคยพูดแล้วเพื่อความ

แน่นอนของผู้ปฏิบัติภาวนา

ไม่ให้มันเผลอ ว่างั้นเลย ซัดกัน ไม่เผลอ เอาจนกระทั่งตั้งสติได้

เฉพาะในวันแรกนี้เราอกจะแตก พูดจริงๆ คือไม่ยอมให้เผลอ

เลยเทียว ที่จิตเราเสื่อมๆ นี้เพราะเราเผลอสตินั่นแหละ คราวนี้จะไม่ให้เผลอ

ตั้งปุ๊บเลย เหมือนเขาต่อยมวย ระฆังดังเป๋งก็ใส่กันเลย

อันนี้พอว่าเอาละ สติจับปุ๊บเลยไม่ให้เผลอ

นี่เอามาสอนเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในการภาวนา ขอให้

ตั้งสติให้ดี จับปุ๊บลงไปเลย อย่างว่าละสังขารมันอยากคิดอยากปรุง จึงได้รู้ว่า

อ๋อ ที่จิตเราเสื่อมเพราะสังขารมันออกๆ ไม่รู้ตัว

เวลามันออก ทีนี้เวลาบังคับมันไว้ด้วยสติมันออกไม่ได้

มันดันเรานี้เหมือนหัวอกจะแตก

นี่ละกิเลสมันดันออก เอาสังขารเป็นเครื่องมือดันออก

บังคับเอาไว้ๆ ด้วยสติ ด้วยคำบริกรรม จิตสงบได้

เอา สรุปความเลยว่าจิตสงบได้ไม่สงสัย ต่อไปเรื่องกิเลสมันดันๆ

นี้จะเบาลงๆ เบาลงโดยลำดับ จากนั้นธรรมก็หนาแน่นขึ้น

คือความสงบของใจ ไม่วุ่นวาย สติดีขึ้นๆ แน่ใจโดยลำดับ

ต่อจากนั้นตั้งรากฐานได้เพราะสติไม่ให้เผลอ

จำให้ดีนะนักปฏิบัติ ภาวนาไม่ได้หลักได้เกณฑ์

ทำที่ไหนก็ทำแต่ไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ก็ลุ่มๆ ดอนๆ นั่นแหละ ขอให้จับหลักนี้

ไว้ให้ดีสติเป็นพื้นฐานสำคัญ มันจะผาดโผนขนาดไหนก็ตามกิเลสนี่

พ้นอำนาจของสติไปไม่ได้ จับให้ดี เอา มันจะตายให้เห็นดูซิน่ะ

แต่ไม่ยอมให้เผลอ ตั้งได้ๆ ไม่สงสัย เราเคยผ่านมาแล้ว

ได้นำมาพูดด้วยความแน่ใจ ได้ผลเป็นที่พอใจจากการตั้งสติ หมู่

เพื่อนให้จำเอานะใครๆ ก็ดีให้มีหลักยึดการภาวนา ทำลุ่มๆ ดอนๆ

อยากตั้งสติก็ตั้ง อยากเผลอก็เผลอ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้เรื่องนะ นัก

ภาวนาเราคือพระกรรมฐานเร่ๆ ร่อนๆ ก็เพราะสติไม่มี

ขาดวรรคขาดตอน กลายเป็นเร่ๆ ร่อนๆ ไปตามกิเลสเสียหมด จำให้ดี

พระธรรมวิสุทธิมงคล วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3037&CatID=2