ธรรมะสอนใจ

ถ้าเราเข้าใจธรรมะ เราจะเข้าใจสังขารที่เเท้จริง

ถ้าเราเข้าใจธรรมะ เข้าใจฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์

มันเปรียบเหมือนกับที่ข้างในกับข้างนอก

สังขารที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครองนี่มันก็เหมือนกัน

ไม่ได้แปลกอะไรกัน ถ้าเราเข้าใจว่ามันเหมือนกันแล้ว

เราเห็นต้นไม้ว่าเป็นอย่างไร เราก็จะเห็นขันธ์ของเราคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร

ก้อนสกลร่างกายของเรานี้ก็เช่นกัน

มันก็ไม่ได้แปลกอะไรกัน ถ้าเรามีความเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะเห็นธรรม

เห็นอาการของขันธ์ห้าของเราว่า มันเคลื่อน มันไหว มันพลิกมันแพลง

มันเปลี่ยนมันแปลงไปไม่มีหยุด

ทีนี้ ไม่ว่าเราจะยืนจะเดินหรือนั่งหรือนอน

ใจของเราก็จะมีสติคุ้มครองระวังรักษาอยู่เสมอ

เมื่อเห็นของภายนอกก็เห็นของภายใน ถ้าเห็นของภายในก็เห็นของภายนอก

เพราะมันเหมือนกัน ถ้าหากว่าเราเข้าใจอย่างนี้

เราก็ได้ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็เรียกว่า “พุทธภาวะ”

คือผู้รู้เกิดขึ้นมาแล้ว เกิดขึ้นมาแล้วมันรู้แล้วรู้อาการภายนอก

รู้อาการภายใน รู้ธรรมทั้งหลายต่างๆที่มันเป็นมา

ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ แม้เรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ก็เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าท่านเสด็จมาเทศน์โปรดเรา

เราได้ฟังเทศน์ของพระพุทธองค์อยู่เสมอ เราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ได้ฟัง

เราจะได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์

อันนี้เราก็ได้ฟังเทศน์อยู่เสมอ เหมือนกับพระพุทธเจ้าเทศน์ให้เราฟัง

พระพุทธเจ้าก็คือผู้รู้อยู่ในใจของเรานี้แหละ

รู้ธรรมเหล่านี้แล้ว เห็นธรรมเหล่านี้แล้ว

ก็พิจารณาธรรมอันนี้ได้ ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าท่านนิพพานไปแล้วท่านจะมาเทศน์ให้เราฟัง

พุทธภาวะคือตัวผู้รู้ คือดวงจิตของเรานี้เกิดรู้เกิดสว่างมาแล้ว

ตัวนี้เแหละจะพาเราพิจารณาธรรมทั้งหลายเหล่านี้

ธรรมก็คือพุทธเจ้าองค์นี้แหละ ถ้าตั้งพุทธะเอาไว้ในใจของเรา

คือความรู้สึกมันมีอยู่อย่างนี้ เราเห็นมดเราก็พิจารณาไป มันก็ไม่แปลกจากเรา

เห็นสัตว์ก็ไม่แปลกจากเรา เห็นต้นไม้ก็ไม่แปลก เห็นคนทุกข์คนจนก็ไม่แปลกกัน

เห็นคนร่ำรวยก็ไม่แปลกกัน

เห็นคนดำขาวก็ไม่แปลกกัน เพราะสิ่งเหล่านี้มันตกอยู่ในสามัญลักษณะอันเดียวกัน คือลักษณะอันเดียวกัน