ธรรมะสอนใจ

ธรรมะคือความจริงของชีวิต

ธรรมะอีกประเภทหนึ่งคือธรรมคำสอน เมื่อพูดถึงธรรมะคือคำสอน

ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง อันนี้พุทธบริษัททั้งหลายมี

ความสนใจในการปฏิบัติธรรมทางด้านจิต

การปฏิบัติธรรมทางด้านจิตนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการทำตนเป็นผู้มีศีล ศีลเป็นสิ่ง

สำคัญ เป็นคุณธรรม เป็นภาคพื้น เป็นการปรับกาย วาจา

และใจให้อยู่ในสภาพปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งศีล ๕ เป็นศีลที่

ฆราวาสทั่วๆ ไปจะพึงสมาทานปฏิบัติ เป็นหลักใหญ่และเป็นศีลที่สำคัญ

ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็รวมลงอยู่ในศีล ๕ ข้อ จะ

เป็นผู้ใดก็ตาม เมื่อตั้งใจสมาทานศีล ๔ ข้อ ทำศีล ๕ ให้บริสุทธิ์แล้ว

ก็ตั้งใจทำสมาธิภาวนาเพื่อทำจิตให้สงบ รู้ซึ้งเห็นจริงใน

สภาวธรรม ไม่เฉพาะแต่เท่านั้น ต้องการให้บรรลุมรรคผลนิพพานก็ทำได้

ยกตัวอย่างเช่น อุบาสกอุบาสิกาในอดีตเมื่อครั้ง

พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ก็มีหลายท่าน เช่น นางวิสาขามหาอุบาสิกา

ท่านเป็นผู้ครองบ้านครองเรือน ก็มีศีลเพียง ๕

ข้อเท่านั้น และท่านปฏิบัติธรรมก็ได้บรรลุพระโสดาบัน

คนในสมัยปัจจุบันนี้มีเพียงศีล ๕ ก็ถือว่าน้อยหน้าต่ำตา ศีลไม่พอ

ก็สงสัยว่ามีศีล ๕ ไม่สามารถปฏิบัติให้บรรลุมรรคผล

นิพพานได้ อย่างนี้ เป็นการเข้าใจผิด ความจริงศีล ๕ ข้อนี้

เป็นศีลที่กำจัดบาปกรรม

หรือเป็นการตัดผลเพิ่มของบาปกรรมที่

เราจะพึงทำด้วยกาย วาจา ปาณาติบาต เว้นจากการฆ่าสัตว์

อทินนาทาน เว้นจากการเบียดเบียนของที่เจ้าของไม่อนุญาต

กาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากการประพฤติผิดในกามมุสาวาท

พูดเท็จ สุราเมรัย ดื่มของมึนเมา ถ้าใครสมาทานศีล ๕ ได้บริสุทธิ์

บริบูรณ์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นการตัดผลเพิ่มของบาปกรรม

ที่ทำที่จะสร้างให้เสวยผลคือไปตกนรกหรือไปทรมานในสถานที่ที่

หาความเจริญมิได้นั้น มีแต่การละเมิดศีล ๕ ข้อเท่านั้น

ส่วนอื่นซึ่งเราทำลงไปจะได้บาปกรรมอยู่บ้างก็เพียงความมัวหมอง

ภายในจิตใจเท่านั้น แต่ถ้าใครมีศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ มุ่งหวังที่จะทำสมาธิ

ปฏิบัติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม รู้แจ้งเห็นจริงใน

สภาวธรรมได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่สามารถที่จะมีศีลมากข้อขึ้นไปกว่านั้น

ก็อย่าพึงทำความน้อยอกน้อยใจว่าเรามีศีลน้อย

เหลือเกิน ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้

ก่อนที่เราจะเพิ่มศีลของตัวเองให้มากข้อขึ้นไปนั้น ต้องพิจารณาถึง

สมรรถภาพของตัวเองว่าสามารถจะรักษาศีลมากข้อได้หรือไม่

เมื่อเรายังไม่มีสมรรถภาพพอ ก็ให้มั่นคงในศีล ๕ เท่านั้น

ฆราวาสโดยทั่วไปมีศีล ๕ แล้ว เรายังประดับตกแต่งใช้เครื่องหอม เครื่องย้อม

เครื่องทาได้ ดูหนัง ดูละคร ดูลิเกได้ นอนบน

ที่นอนที่สูงที่ใหญ่ก็ได้ แต่ถ้าเราไปเพิ่มศีลขึ้นอีก ๓ ข้อ เป็นศีล ๘ เช่น เพิ่มข้อ ๖

ให้งดเว้นจากอาหารมื้อเย็น แต่งดเว้นไม่ได้

เพิ่มข้อ ๗ ให้งดเว้นจากเครื่องหอม น้ำมันหอม เครื่องย้อม เครื่องทา

แต่งดเว้นไม่ได้ เพิ่มข้อ ๘ งดจากการขับร้อง ประโคม

ดนตรี ดีด สี ตี เป่า แต่งดเว้นไม่ได้

การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการเพิ่มบาปให้กับตนเองโดยไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น การที่จะ

รักษาศีลให้มากข้อนั้นต้องดูสมรรถภาพของตัวเอง

เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว บำเพ็ญเพียรภาวนาไป

เมื่อเราภาวนาเป็นแล้วศีลนั้นจะเพิ่มขึ้นเอง ไม่เพิ่มแต่ศีล ๘ ศีล

๑๐ เท่านั้น เพียงแค่ศีล ๕ เมื่อมีสมาธิ มีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม

ความเป็นของตัวเองที่เกิดขึ้นในจิตนั่นแหละ

ความที่จิตสงบเป็นสมาธิ ความที่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม

สามารถทำจิตให้อยู่ในสภาพปกติได้ จะเป็นอุบายเพิ่ม

ศีลขึ้นไป อย่าว่าแต่เพียง ๒๒๗ ข้อ อีกหมื่นข้อแสนข้อก็เพิ่มได้เมื่อฐานของจิตใจดีแล้ว

เพราะการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติจะ

ปรับระดับของตนให้สูงยิ่งขึ้นไปเพียงใด แค่ไหน

ก็ให้พิจารณาดูสมรรถภาพของตัวเอง

อย่าไปทำอย่างงมงายไม่มีเหตุผลว่า

รักษาอุโบสถแล้วได้บุญมาก

เมื่อเราไปรักษาอุโบสถ อดข้าวเย็น เกิดทุกขเวทนา

เมื่อร่างกายได้อาหารไม่เพียงพอก็

อ่อนเพลีย การปฏิบัติธรรมก็ทำไม่ได้เต็มที่ แทนที่จะได้ผลดี

ก็เลยขาดทุน ทำให้เกิดโรคทางกาย เช่น โรคกระเพาะ โรค

ลำไส้ ทนทุกข์ทรมาน รักษากันไปเป็นเวลานานๆ กว่าจะหาย

เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราทำลงไปถือว่าเป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติ

ชอบ หรือปฏิบัติยิ่ง อย่าปฏิบัติกันอย่างงมงาย ทำให้มันมีเหตุมีผล

จารณาดูสมรรถภาพของร่างกายของตัวเองว่ามีความ

สามารถเพียงใดหรือไม่

ธรรมะคือความจริงของชีวิต
โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย